มติชนรายวัน วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2552
หมายเหตุ - "มติชน" สัมภาษณ์พิเศษ ศ.น.สพ.ดร.อรรณพ คุณาวงษ์กฤต ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาวิจัยทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกี่ยวกับการผลิตบัณฑิตด้านการเกษตร ซึ่งเป็นครั้งแรกของจุฬาฯ
ที่มาของการตั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาวิจัยทรัพยากรการเกษตร
สืบเนื่องจากวันที่ 25 สิงหาคม 2551 สภามหาวิทยาลัยได้อนุมัติโครงการจัดตั้งวิทยาลัยการอาหารและการเกษตร โดยมีผมเป็นประธานโครงการ เพื่อศึกษาและรับฟังความคิดเห็น โดยตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ได้รับฟังความคิดเห็นจากบุคคล 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคราชการและภาคเอกชน ปราชญ์ชาวบ้าน และบุคลากรในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่สุดตกผลึกและเสนอสภามหาวิทยาลัยไปเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา และได้รับความเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมการการศึกษาวิจัยทรัพยากรการเกษตรและจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาวิจัยทรัพยากรการเกษตร เป็นหน่วยงานในกำกับของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีผมเป็นผู้อำนวยการสำนักงาน ส่วนคณะกรรมการ ประกอบด้วย ผศ.ดร.ม.ร.ว.กัลยา ติงศภัทิย์ ศ.ดร.สุพจน์ หารหนองบัว รศ.ดร.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ ดร.อรรณพ ตันละมัย รศ.ดร.อมร เพชรสม และผมเป็นกรรมการและเลขานุการ โดยมี ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย และ น.สพ.ยุคล ลิ้มแหลมทอง เป็นที่ปรึกษา และมีอธิการบดีจุฬาฯ เป็นประธานคณะกรรมการ
สำนักงานนี้มีศักดิ์เทียบเท่าคณะ โดยมีข้อบังคับเป็นของตนเอง เพื่อความสะดวกและคล่องตัวในการบริหารจัดการ ตลอดจนการประสานเชื่อมโยงกับอีก 8 คณะวิชาที่ต้องเข้ามาช่วยจัดการเรียนการสอนในวิชาพื้นฐาน โดยสภามหาวิทยาลัยกำหนดให้มีการประเมินสำนักงานในปีที่ 3, 5 และ 7 ก่อนจะพิจารณายกสถานะเป็นวิทยาลัย สถาบัน หรือคณะต่อไป
สำหรับที่มาของการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาวิจัยทรัพยากรการเกษตร เกิดจากปัญหาวิกฤตของประเทศทางด้านอาหาร ด้านพลังงาน น้ำ ดินและที่ดิน และด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ คาดการณ์กันว่า ในปี ค.ศ.2050 การขยายตัวของประชากรในประเทศจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 100 ล้านคน ซึ่งจะนำมาสู่ปัญหาอาหารไม่เพียงพอต่อการบริโภค ในขณะที่ความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น จึงต้องสรรหาพลังที่ถูกกว่าและไม่มีวันหมด อย่างพลังงานชีวภาพ นอกจากนี้ มีการปลูกพืชพลังงาน เช่น มันสำปะหลัง อ้อย ปาล์ม ในพื้นที่ที่เดิมเคยปลูกพืชอาหาร จะนำมาสู่ปัญหาการขาดแคลนอาหารเพิ่มมากขึ้นเป็นลูกโซ่ ขณะเดียวกันความปลอดภัยทางอาหารก็ไม่มี การรู้จักจัดการห่วงโซ่อาหาร ทั้งในเรื่องการผลิต การแปรรูป การขนส่ง กระจายสินค้าและบรรจุภัณฑ์ การค้าและการพาณิชย์ ตลอดจนความเข้าใจในการจัดการที่ดิน น้ำ สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ จึงมีความจำเป็น ด้วยเหตุนี้จึงเกิดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาวิจัยทรัพยากรการเกษตรขึ้น ซึ่งจะผนวกทั้งการเกษตรและการพาณิชย์เข้าด้วยกัน
0บทบาทหน้าที่ของสำนักงาน
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาวิจัยทรัพยากรการเกษตร จะทำหน้าที่ในการผลิตบัณฑิตที่คิดเป็น ทำเป็น ปฏิบัติจริง มีการเรียนรู้และวิจัยตลอดชีวิต โดยผลิตในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารจัดการทรัพยากรการกษตร นอกจากนี้ จะทำหน้าที่ในการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ และทำหน้าที่ในการถ่ายทอดองค์ความรู้และภูมิปัญญาจากงานค้นคว้าวิจัยรวบรวมสู่ภาคราชการ เอกชน และรากหญ้า รวมถึงเป็นศูนย์บ่มเพาะและพี่เลี้ยงให้แก่บัณฑิตที่จบออกไป โดยในการจัดการศึกษาเราเน้นมองการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์อาหารและพลังงาน ผ่านห่วงโซ่คุณค่าอาหารและพลังงานชีวภาพ นั่นคือ ในห่วงโซ่คุณค่าอาหาร เกษตรกรไม่ใช่แค่ผู้ผลิต แต่จะเป็นผู้บริหารฟาร์ม เรือกสวนไร่นา หรือเจ้าของกิจการผลผลิตการเกษตร ดังนั้น การจะยกระดับห่วงโซ่คุณค่าของอาหารทั้งระบบ จะต้องแก้ไขจุดที่อ่อนแอที่สุดก่อน คือ เกษตรกร ซึ่งเป้าหมายของหลักสูตรนี้จึงต้องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และองค์ความรู้ถึงชุมชน ไม่ใช่มุ่งสร้างคนสายเทคโนโลยีเฉพาะทาง ซึ่งมีอยู่แล้วในจุฬาฯ และเราไม่ได้ต้องการยกระดับเกษตรกร แต่ต้องการสร้างผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ที่ยังไม่เคยมีในสังคมไทย ที่มองห่วงโซ่คุณค่าอาหารและพลังงานอย่างครบวงจร กล่าวได้ว่า บัณฑิตที่จะจบจากหลักสูตรเรา จะมีคุณลักษณะเฉพาะที่พร้อมสำหรับเป็นผู้นำชุมชนรุ่นใหม่ ใน 2 กรณี คือ 1.เป็นเจ้าของกิจการด้านอาหารและการเกษตรรุ่นใหม่ และ 2.เป็นผู้นำเยาวชนรุ่นใหม่เพื่อการปฏิรูประบบการผลิตการเกษตรและการอาหารในระดับชุมชน ฉะนั้น จะมีการจัดหลักสูตรสหสาขาวิชาตามความจำเป็นที่ต้องให้เกิดการบูรณาการความรู้ เพื่อเกิดผลในทางปฏิบัติได้จริงครบทุกขั้นตอน เช่น หลักสูตรสหสาขาวิชาเพื่อวิกฤตการณ์ด้านอาหาร เป็นต้น
มีปรัชญาในการผลิตบัณฑิตอย่างไร
จะเป็นการผลิตบัณฑิตในงานด้านอาหาร พลังงานชีวภาพ และการเกษตรครบวงจร คาดหวังว่าเมื่อนักศึกษาจบออกไปพวกเขาจะเป็นผู้จัดการชุมชนด้านการอาหาร และการเกษตร ทั้งจะเป็นต้นแบบของการผลิตบัณฑิตที่ใช้หลักการเรียนรู้และวิจัยตลอดชีวิตให้แก่มหาวิทยาลัยเครือข่ายที่สนใจการผลิตบัณฑิตแนวใหม่นี้ เพราะลำพังจุฬาฯจะผลิตบัณฑิตหลักสูตรนี้เพียงแค่ปีละ 70 คน เพื่อให้ครบทั้ง 70,000 หมู่บ้าน จะต้องใช้ระยะเวลานานหลายปี แต่ถ้าอาศัยมหาวิทยาลัยอื่นๆ อีก 100 แห่ง มาร่วมเป็นเครือข่าย ก็จะทำให้ผลิตว่าที่เกษตรกรเจ้าของกิจการกลับคืนสู่หมู่บ้านได้ครบทุกหมู่บ้านภายในเวลาแค่ 10 ปี โดยถ้ามหาวิทยาลัยเครือข่ายเหล่านั้นขาดองค์ความรู้ในสาขาใดก็สามารถเข้ามาช็อปสาขาวิชานั้นๆ จากเว็บไซต์ของจุฬาฯได้ เพราะการจัดการเรียนการสอนของเราจะเน้นการสอนด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารทางไกลและเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
สำหรับนิสิตหลักสูตรปริญญาตรีปีที่ 1 จะเรียนที่จุฬาฯ จากนั้นจะย้ายไปเรียนที่ศูนย์การเรียนรู้และบริการวิชาการเครือข่ายจุฬาฯจังหวัดน่าน พร้อมฝึกปฏิบัติ ณ สถานีปฏิบัติงานผาสิงห์ และสถานีปฏิบัติงานเวียงสา และจะมีการออกฝึกปฏิบัติร่วมกับนิสิตหลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต ที่ฝึกทักษะวิชาชีพที่จังหวัดน่าน ในภาคฤดูร้อนทุกปีการศึกษาด้วย ซึ่งขณะนี้จุฬาฯได้จัดสรรงบประมาณ 30 ล้านบาท สำหรับสร้างหอพักที่ศูนย์การเรียนรู้และบริการวิชาการ จ.น่าน แล้ว และบัณฑิตที่จะส่งต่อสู่สังคมรากหญ้าใน 2 รุ่นแรกจะถือเป็นของขวัญมอบให้แผ่นดินเมื่อจุฬาฯครบรอบ 100 ปี ซึ่งปีนี้จุฬาฯครบรอบสถาปนาการก่อตั้งมา 92 ปีแล้ว
จะเริ่มเปิดรับนิสิตเมื่อไหร่
จะเริ่มจัดการเรียนการสอนหลักสูตรนี้ในปีการศึกษาหน้า โดยปีการศึกษา 2553-2554 จะรับปีละ 50 คน ปี 2555-2557 รับปีละ 70 คน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดรับประจำปีการศึกษา 2553 ตั้งแต่วันที่ 15-31 ตุลาคมนี้ สำหรับรูปแบบการรับนิสิตนั้น จะรับโดยวิธีรับตรงแบบพิเศษ จำนวน 50 คน จำแนกเป็นพื้นที่ปกติ 26 คน รับจากนักเรียนชั้น ม.6 ทั่วประเทศ โดยในจำนวนนี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับสั่งว่าจะส่งนักเรียนในพระอุปถัมภ์ จำนวน 5 คน เข้ามาเรียนด้วย และรับพื้นที่พิเศษอีก 24 คน โดยรับจากพื้นที่ จ.น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ และพะเยา ซึ่งเป็นจังหวัดนำร่องรอบพื้นที่เป้าหมายการพัฒนาทรัพยากรการเกษตรของจุฬาฯ โดยทั้ง 24 คนนี้จะได้รับทุนการศึกษาจุฬาฯ-พัฒนาเกษตรไทยคนละ 80,000 บาทต่อปี จนสำเร็จการศึกษา โดยมีเงื่อนไขว่าเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะต้องกลับไปทำงานในภูมิลำเนาของตัวเอง
ส่วนเกณฑ์ในการพิจารณารับนักเรียนนั้น จะพิจารณาจากคะแนนผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรชั้น ม.ปลาย (GPAX) 20% คะแนนแบบทดสอบการวัดความถนัดทั่วไป (GAT) 20% ความถนัดทางคณิตศาสตร์ (PAT1) 15% ความถนัดทางวิทยาศาสตร์ (PAT2) 15% และสอบสัมภาษณ์ 30% ผู้สนใจดาวโหลดใบสมัครได้ที่เว็บไซต์
www.ocare.chula.ac.th ตั้งแต่บัดนี้ และจะมีการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าสอบสัมภาษณ์ วันที่ 18 พฤศจิกายน และประกาศผลผู้มีสิทธิเข้าศึกษา ในวันที่ 8 ธันวาคม
รายละเอียดเพิ่มเติม
http://www.ocare.chula.ac.th/